รีวิวภาพยนตร์ญี่ปุ่น THIS IS I… เมื่อ “ตัวตนที่แท้จริง” สำคัญกว่าสิ่งที่โลกกำหนดให้เป็น
ถ้าใครกำลังมองหาหนังที่ดูจบแล้วนั่งนิ่งไปสักพัก แบบไม่ได้เศร้า แต่มันกดดันข้างในจนอยากหายใจลึกๆ สักที ต้องลองเปิด THIS IS I บน Netflix ดูนะคะ เป็นหนังญี่ปุ่นที่สร้างจากเรื่องจริงของ “ฮารุนะ อาอิ” (Haruna Ai) ไอดอลข้ามเพศที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันทั้งประเทศ และยังเป็นผู้ชนะในเวทีการประกวด Miss International Queen 2009 ที่ประเทศไทยด้วยค่ะ แต่เส้นทางกว่าจะมาถึงวันที่เธอยืนอยู่บนเวทีได้อย่างภาคภูมิใจนั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยค่ะ วันนี้เลยจะขอมารีวิวภาพยนตร์เรื่องนี้ค่ะว่ามีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง
THIS IS I เรื่องราวจากเรื่องจริงของไอดอลญี่ปุ่นข้ามเพศ

ภาพยนตร์เล่าถึงเรื่องราวของ “เคนจิ โอนิชิ” เด็กผู้ชายที่รักการร้องเพลงและเต้นตั้งแต่เล็ก ฝันอยากเป็นไอดอล แต่กลับถูกเพื่อนที่โรงเรียนกลั่นแกล้งอย่างหนัก เพราะตัวตนข้างในไม่ตรงกับเพศที่เกิดมา เคนจิไม่สามารถเปิดใจกับครอบครัวได้

จนวันหนึ่งได้ค้นพบโลกใหม่ในคาบาเรต์บาร์ ที่นั่นเขาได้เจอคนที่ยอมรับ ได้ขึ้นเวทีในชื่อใหม่ว่า “ไอ” และได้พบกับ “หมอวาดะ” แพทย์ผู้บุกเบิกการผ่าตัดแปลงเพศในญี่ปุ่น ซึ่งเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาลค่ะ
5 สิ่งที่น่าสนใจ ที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ธรรมดา
1. หมอวาดะ ผ่าตัดแปลงเพศมาแล้วกว่า 600 ราย ในยุคที่กฎหมายญี่ปุ่นยังไม่รองรับ

สิ่งที่ทำให้อึ้งคือ คุณหมอวาดะค่ะ ซึ่งก็มีตัวมีตนจริงๆ นะคะ เขาเป็นหมอที่ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการผ่าตัดแปลงเพศในราคาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ สาเหตุที่คุณหมอวาดะผ่าตัดแปลงเพศให้กับไอ ก็เพราะว่าเขาบังเอิญมาเจอการแสดงโชว์ของไอในคาบาเรต์บาร์ค่ะ แล้วสัมผัสได้ถึงความเจิดจรัสของเธอ จนอยากที่จะช่วยทำให้เธอได้กลายเป็นผู้หญิงจริงๆ และเปล่งประกายได้มากกว่านี้ ซึ่งในยุคสมัยนั้น สังคมญี่ปุ่นยังมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องต้องห้าม แต่เขาผ่าตัดไปแล้วกว่า 600 ครั้ง โดยแบกรับความเสี่ยงทั้งทางกฎหมายและอาชีพไว้คนเดียว หนังถ่ายทอดตรงนี้ได้ทรงพลังมากค่ะว่า นี่คือหมอคนนี้ที่ยอมเสียสละ เพื่อเปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่งให้เดินตามความฝันได้
2. ฮารุนะ ไอ ผู้หญิงข้ามเพศคนแรกของญี่ปุ่นที่คว้ามง Miss International Queen

ฮารุนะ ไอ นอกจากเธอจะเป็นไอดอลญี่ปุ่นข้ามเพศ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว เพื่อตอบแทนให้กับความทุ่มเทของหมอวาดะ เธอเลยขอไม่หยุดอยู่แค่นั้นค่ะ เธอไปไกลกว่านั้นด้วยการจะเป็นผู้หญิงข้ามเพศที่สวยที่สุดให้ได้ และเธอก็ตัดสินใจประกวด Miss International Queen ในปี 2009 ที่พัทยา ประเทศไทยบ้านเรานี่เองค่ะ แล้วเธอก็คว้ามงกุฎในเวทีนั้นมาได้สมใจจริงๆ ค่ะ ซึ่งในเรื่องมีภาพจากเวทีการประกวดจริงๆ ในบ้านเราแทรกไว้ในภาพยนตร์ด้วยนะคะ รู้สึกขนลุกมาก ถ้าใครอยากเห็นฉากที่ว่า ไปติดตามรับชมกันในภาพยนตร์ได้เลยค่ะ
3. หนังไม่ได้เล่าแค่เรื่อง LGBTQ+ แต่เป็นเรื่องของ “การกล้าเป็นตัวเอง” ที่ใครก็รู้สึกได้

สิ่งที่ชอบมากคือหนังไม่ได้โฟกัสแค่ประเด็นเพศสภาพอย่างเดียวนะคะ แต่เล่าเรื่อง “การกล้าเป็นตัวเอง” ในแบบที่ทุกคนเชื่อมโยงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ ครอบครัว หรือการถูกตัดสินจากสังคม ในเรื่องเราจะเห็นสิ่งที่ “ฮารุนะ ไอ” ต้องเผชิญค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน ความสัมพันธ์ในครอบครัว อุปสรรคต่างๆ ที่ต้องเผชิญไม่ว่าจะเป็นทางสังคม หรือการต้องต่อสู้กับใจตัวเอง ทั้งในมุมเพศสภาพ และการเดินตามความฝัน ดูจบแล้วสะท้อนกลับมาถามตัวเองได้เลยค่ะว่วา เราเคยกล้าเป็นตัวเองจริง ๆ แค่ไหน แม้ตัวละครจะต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์และกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง แต่มันทำให้เราเห็นว่า การต่อสู้เพื่อสิ่งที่เราเชื่อมั่น จะนำพาเราไปสู่เส้นทางของอิสรภาพและความสุขในที่สุด เพียงก้าวข้ามมัน และเชื่อมั่นในตัวเอง เราจะไปถึงฝั่งฝันอย่างแน่นอน
4. สีสันจากเสียงเพลง และการโชว์ตระการตา

ถึงแม้เนื้อหาของหนังจะมีความดราม่าบีบคั้นอารมณ์ แต่ผู้กำกับกลับบาลานซ์ความรู้สึกคนดูได้เก่งมากด้วยการใส่กลิ่นอายความสดใสเข้าไปค่ะ ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้ยินเพลย์ลิสต์เพลงฮิตยุค 80s-2000s ของญี่ปุ่นเพียบ ยิ่งบวกกับฉากโชว์ในคาบาเรต์คลับที่จัดจ้าน มีชีวิตชีวา และขยายความหมายของแต่ละซีนให้ลึกซึ้งกว่าเดิม เลยทำให้ภาพรวมของหนังไม่ได้มีแค่ความหดหู่ แต่กลับเต็มไปด้วยสีสัน พลังบวก และความฝันที่ส่งผ่านเสียงเพลงค่ะ
5. ความสมจริงที่ประกอบร่างจากอัตชีวประวัติถึง 2 มุมมอง
ความพิเศษที่ทำให้หนังเรื่องนี้ทรงพลังและกินใจสุด ๆ คือการดัดแปลงมาจากหนังสืออัตชีวประวัติที่มีอยู่จริงถึง 2 เล่มด้วยกันค่ะ เล่มแรกคือบันทึกชีวิตของตัวฮารุนะ อาอิ เอง และอีกเล่มคือบันทึกของคุณหมอวาดะ (รับบทโดย ทาคุมิ ไซโตะ) หนังจึงไม่ได้เล่าแค่ความเจ็บปวดและการต่อสู้ของฝั่งผู้ที่ต้องการข้ามเพศเพียงอย่างเดียว แต่ยังเจาะลึกไปถึงความรู้สึกของ “แพทย์” ที่ต้องจับมือกับคนไข้เพื่อฝ่าฟันอคติทางสังคมและข้อจำกัดทางกฎหมายในยุคนั้น การสอดประสานทั้งสองมุมมองนี้เข้าด้วยกัน ทำให้ตัวหนังมีน้ำหนัก สมจริง และทำให้เรายิ่งอินไปกับสายใยความผูกพันของทั้งคู่ได้อย่างสนิทใจค่ะ
THIS IS I จึงไม่ใช่แค่หนังชีวประวัติที่ทำมาเพื่อบอกเล่าความสำเร็จของคนคนหนึ่ง แต่เป็นภาพยนตร์ที่โอบกอดทุกคนที่เคยรู้สึกแปลกแยก หรือกำลังต่อสู้เพื่อให้โลกยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น หนังเรื่องนี้จะพาเราไปสัมผัสทั้งรอยยิ้ม คราบน้ำตา และจบลงด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจพร้อมกับพลังใจที่เต็มเปี่ยม ใครที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจ หรืออยากดูหนังที่ทัชใจลึกๆ บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาดค่ะ สามารถตามไปรับชมได้แล้ววันนี้ที่ Netflix แล้วคุณอาจจะหันกลับมารัก “ตัวตน” ของตัวเองมากขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ
สามารถติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับละครญี่ปุ่น และพูดคุยกับ ChaMaNow ได้ทาง FB: Sakura Dramas
เรื่องแนะนำ :
– รีวิว Themis no Futashikana Hotei ผู้พิพากษาออทิสติกที่เห็นทุกความผิดปกติในกระบวนการยุติธรรม
– Jaa, Anta ga Tsukutte Miro yo: การขอแต่งงานที่จบลงด้วยการบอกเลิก สู่การค้นพบตัวเอง
– Passing the Reins ซีรีส์ญี่ปุ่นปลุกไฟฝันที่ดีที่สุดของปี 2025
– 5 ซีรีส์ญี่ปุ่นย้อนเวลาเปลี่ยนชีวิต ที่ดูจบแล้วจะเห็นค่าของ ‘วันนี้’
– 5 ซีรีส์ญี่ปุ่นฮีลใจ: เปลี่ยนวันที่ ‘ใจสลาย’ ให้กลายเป็นวันที่ ‘งดงาม’ อีกครั้ง
ขอขอบคุณรูปภาพจาก:
– ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง THIS IS I ทาง Netflix
– https://netflix.fandom.com/wiki/This_is_I
– https://cinemadailyus.com/reviews/
– https://otocoto.jp/news/thisisi0218/
– https://m.imdb.com/name/nm6085183/news/?ref_=nm_sm
– https://x.com/NetflixJP/status/2021154679560790381
#รีวิวภาพยนตร์ญี่ปุ่น THIS IS I… เมื่อ “ตัวตนที่แท้จริง” สำคัญกว่าสิ่งที่โลกกำหนดให้เป็น #ภาพยนตร์ญี่ปุ่น #หนังญี่ปุ่น