หากชีวิตเรามี “ป้ายบอกทาง” คอยบอกว่าเราควรไปทางไหนแล้วจะเจออะไร เหมือนเวลาขับรถก็คงดี เราคงไม่ค่อยหลงทาง และคงใช้ชีวิตได้อย่างที่หวังไว้ แต่ความจริงก็รู้ว่ามันไม่มีไง
ช่วงนี้รอบๆ ตัวผมมีแต่ข่าวร้ายทั้งจากคนใกล้ตัว เช่นคุณพ่อและญาติผู้ใหญ่ของเพื่อนสนิท และคนไกลตัวอย่างเช่น คุณตั้ม MMFKA ที่หลายๆ คนก็เสียใจกับการจากไปของหนุ่มกราฟิคดีไซน์อนาคตไกลท่านนี้ และคุณสายัณห์ สัญญา นักร้องลูกทุ่งระดับตำนานของเมืองไทย
ส่วนใหญ่แม้จะเป็นข่าวร้ายแต่ผมว่าบุคคลเหล่านั้น ก็ได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าแล้วพอสมควรเลยทีเดียว ดูได้จากคนที่มาร่วมงานเพื่อรำลึกถึงเขาเป็นครั้งสุดท้ายสะท้อนให้เห็นถึงคนมากมายที่จะคิดถึงเขาและสิ่งดีๆ ที่เขาได้ทำไว้ ผมเองก็ขอไว้อาลัยด้วยเช่นกัน…
พูดถึงคุณค่าของชีวิตแล้วมันทำให้ผมยังคงอยากจะเขียนถึง อิคิงามิ อีกสักตอนนึง
อย่างที่เล่าให้ฟังในตอนที่แล้วว่า อิคิงามิ พูดถึงประเทศหนึ่งที่มีกฎหมายที่สำคัญ ชื่อว่า “กฎผดุงความรุ่งเรืองแห่งชาติ” ที่เด็กชั้นประถมทุกคนในประเทศจะต้องถูกฉีดวัคซีนเพี้ยนๆ อันนึงซึ่งทำให้จำต้องมี บุคคลที่โคตรซวยจำนวน 1 ใน 1,000 คน ที่เมื่อเขาโตขึ้นในช่วงอายุ 18-24 ปี จะต้องตายเพื่อความรุ่งเรืองของชาติ(เขาว่างั้นนะ) ด้วยการที่นาโนแคปซูลที่ผสมอยู่ในวัคซีนนั้นจะระเบิดออกตัดขั้วหัวใจ และที่พีคคือเขาไม่มีวันรู้ตัวเลยว่าเป็นบุคคลที่โครตซวยคนนั้น จนกว่าจะมี ผู้ส่งสาส์น มาเคาะประตูและมอบบัตรกำนัลที่ชื่อว่า“อิคิงามิ” ให้ ซึ่งตอนนั้นก็แปลว่าเขาจะเหลือเวลาบนโลกนี้อีกแค่ 24 ชม. เท่านั้น…

ผมได้มีโอกาสกลับมาอ่าน อิคิงามิ จนครบทั้ง 10 เล่มเป็นรอบที่ 2
ทำให้นึกถึงคำถามในใจของผมตั้งแต่อ่านครั้งแรกแล้วว่า อ.MASE Motoro ผู้เขียนเขาไปเจออะไรมานะ ถึงได้เขียนเรื่องนี้ออกมาได้เศร้าและดราม่าบ้ดซบขนาดนี้
แต่ก็ยอมรับครับ ว่าอ่านจบแต่ละตอนแล้วก็แทบไม่อยากจะใช้ชีวิตแบบเปล่าๆ ปลี้ๆ เลย ยิ่งคิดพิจารณาดูดีๆ ยิ่งรู้สึกว่าแต่ละวันของผมมีช่วงเวลาที่ใช้ไปแบบ “เปล่าประโยชน์” อยู่เยอะมาก…จนดูเปลืองเวลาหายใจ
ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยมีคำถามนึงที่ถามตัวเองหรือใครต่อใครว่า “จริงๆ แล้วคนอย่างเราควรจะทำอะไร? แล้วสิ่งที่เราทำอยู่มันดีแล้วจริงๆ เหรอ?”
ไม่ว่าจะเกี่ยวกับอาชีพที่ทำ หรือการใช้ชีวิต แม้แต่ตัวผมเองบางครั้งก็ยังถามคำถามนี้กับตัวเองอยู่บ่อยๆ นั่นเป็นเพราะมนุษย์แสวงหาความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิต และเราก็กลัวในสิ่งที่ “ไม่มั่นคง” หรืออาจจะกลัวที่จะต้อง “หลงทาง” จนอาจพลาดเดินไปในทางที่ผิด
ผมเองคงยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ (เพราะปัจจุบันก็ยังหลงทางไปๆ มาๆ อยู่) แต่อยากขอยกตอนหนึ่งที่ผมชอบที่สุดของ อิคิงามิ นั่นคือ ตอนที่2 ที่ชื่อว่า “บทเพลงที่ถูกลืม” มาเล่าให้ฟังละกันครับ…ตอนนี้พูดถึงเรื่องราวของเพื่อนและดนตรี ดังนั้นผมก็เลยอินเป็นพิเศษ…

วง “โคมัตสึ” ที่มีเพื่อนรักสองคน โทริโอะ เป็นนักร้อง และ ฮิเดคัตสึ เล่นกีต้าร์ พวกเขาเล่นดนตรีด้วยกันข้างถนนด้วยกันมานาน จนค่อยๆ เริ่มที่จะมีคนรู้จัก (ที่ญี่ปุ่นมีวงที่มีชื่อเสียงจากการเล่นดนตรีข้างถนนแบบนี้จริงๆ อยู่เยอะ ถึงกับมีถนนหรือสวนสาธารณะที่มีวงเหล่านี้มารวมตัวกัน และถ้าโชคดีก็จะมีแมวมองมาชักชวนไปอยู่ค่ายด้วยนะ)
วันหนึ่งขณะที่เล่นเพลง “ป้ายบอกทาง” เพลงที่พวกเขาช่วยกันแต่งขึ้นมา ก็ไปเข้าตาแมวมองคนหนึ่งเข้า แต่บังเอิญว่าคนที่แมวมองต้องการดันเป็น โทริโอะ นักร้องเพียงคนเดียว… ดังนั้นโทริโอะ ต้องเลือกแล้วล่ะ ว่าจะเล่นดนตรีข้างถนนกับเพื่อนรักแบบนี้ต่อไปเพื่อเก็บประสบการณ์จนวันหนึ่งอาจจะมีชื่อเสียงกลายเป็นศิลปินตัวจริง หรืออาศัยทางลัดแต่ต้องตัดเพื่อน ไปอยู่ค่ายกับแมวมองเพียงลำพัง…
บางครั้งโอกาสในชีวิตก็ต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างที่เจ็บปวด… ครับ และโทริโอะเขาก็เลือกที่จะไปกับแมวมองโดยยอมที่จะละทิ้งเพื่อนคือ ฮิเดคัตสึ เอาไว้ อาจจะฟังดูใจร้าย แต่ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมของเราในทุกอาชีพ ไม่ใช่แค่ในการ์ตูนเท่านั้นหรอกครับ… แต่ทว่าคุณนักร้องของเราก็ไม่โชคดีพอ เมื่อเวลาผ่านไปเขาไม่ค่อยประสบความสำเร็จจากการออกเดี่ยว และหนทางของเขายิ่ง Dark ขึ้นไปอีก เมื่อทางค่ายดันบังคับให้เขาไปจับคู่กับศิลปินหน้าใหม่เป็นวงดูโอ โดยที่วงใหม่นี้ เขาต้องไปเล่นกีต้าร์แทน!! แต่เขาก็ไม่ค่อยมีความสุขมากนักเพราะนักร้องใหม่กลับมองว่า โทริโอะ เป็นแค่ตัวถ่วงของวง… เขาได้แต่คิดถึง อดีตมือกีต้าร์ของเขา ฮิเดคัตสึ แต่ก็ไม่กล้าที่จะติดต่อกลับไป… และทางด้าน ฮิเดคัตสึ มือกีต้าร์ หลังจากที่แยกทางกันก็เลิกเล่นดนตรี และยังคงผูกใจเจ็บต่อ โทริโอะ
และแล้ววันหนึ่งขณะที่วงใหม่ของโทริโอะ กำลังเดบิวท์ (เดินสายโปรโมทนั่นแหละ) และกำลังจะได้ไปเข้ารายการโชว์ทางวิทยุรายการใหญ่ ในวันพรุ่งนี้ “อิคิงามิ” ก็ถูกส่งมาถึงโทริโอะ ทำให้เวลาต่อจากนี้ของโทริโอะ เหลืออีกเพียงแค่ 24 ชม.เท่านั้น และกำหนดเวลาเสียชีวิตของเขาก็คือช่วงโชว์ในรายการพอดี การได้“อิคิงามิ” ทำให้เขาช๊อคและสิ้นหวังเพราะเขายังไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่เขาตั้งใจในฐานะศิลปินเลย พลางทำให้เขารู้สึกเสียใจที่ได้เคยตัดสินใจ ทิ้งเพื่อนรักของเขา

และคิดถึงช่วงเวลาที่เขาเล่นดนตรีแล้วมีความสุขและพิถีพิถันที่สุดนั้นก็คือตอนที่เล่นดนตรีข้างถนนด้วยกันกับ ฮิเดคัตสึ
ขณะนั้นในเวลาเดียวกันกับที่ โทริโอะได้รับอิคิงามิ ฮิเดคัตสึ อดีตมือกีต้าร์ก็ประสบอุบัติเหตุรถชนเข้า ICU นอนไม่ได้สติและอาการย่ำแย่…
แล้วเวลาก็เดินทางมาถึงช่วงโชว์ในรายการวิทยุและคงเป็นโชว์สุดท้ายของโทริโอะด้วย เขาตัดสินใจที่จะใช้เวลาช่วงสุดท้ายในชีวิตของเขาให้คุ้มค่าที่สุด
ในโชว์นั้นเขาจึงตัดสินใจเล่นเพลงอื่นที่ไม่ได้อยู่ในสคริป นั่นคือเพลง “ป้ายบอกทาง” ของวง “โคมัตสึ” วงเก่าที่เคยทำร่วมกับ ฮิเดคัตสึ เพื่อนรักของเขานั่นเอง โดยที่ไม่สนใจว่าใครจะว่ายังไง…

ขณะที่ฮิเดคัตสึ ที่ไม่ได้สติและกำลังจะตายก็บังเอิญได้ฟังเพลงนี้ในวิทยุด้วยเช่นกัน

หลังเพลงนี้จบลง โทริโอะ ก็ตายตามเวลาที่กำหนดเอาไว้ครับ…
แต่ขณะเดียวกันพอทันทีที่ได้ยินเพลงนี้จากทางวิทยุ ฮิเดคัตสึ ก็ได้สติและชีพจรของเขาก็กลับมา

นับเป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายของทั้งสองคนผ่านเพลงที่พวกเขารัก แล้วพวกเขาก็ได้กลับมาเป็นเพื่อนรักกันในวินาทีนั้นนั่นเอง และเพลงนี้ก็ได้ต่อชีวิตให้กับ ฮิเดคัตสึ ทำให้เขากลับมาเล่นดนตรีอีกครั้ง…
ในที่สุดก่อนโทริโอะจะตาย เขาก็ได้เลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตเขาในไม่กี่นาทีสุดท้ายของชีวิต เขาไม่“หลงทาง” อีกต่อไปแล้ว… ผมลองมานั่งคิดต่อว่า ถ้าโทริโอะไม่ได้อิคิงามิ เขาจะมีพลังกล้าพอที่จะทำสิ่งนั้นรึเปล่า? เขาอาจจะต้องจำใจเล่นเพลงที่เขาไม่ชอบไปอีก 5 ปี 10 ปี และก็อาจไม่ได้เล่นเพลงที่เขารัก อีกตลอดไป ก็เป็นได้…
บางทีอิคิงามิ อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของโทริโอะ ที่ทำให้เขากล้าจะเปลี่ยนอะไรบางอย่างใน 24 ชั่วโมงสุดท้ายของชีวิตก็เป็นได้… แต่ที่แน่ๆ คุณค่าสิ่งนั้นก็ถูกส่งต่อมาถึง ฮิเดมัตสึและคนที่ได้อ่านเรื่องราวของเขาอย่างผม… ทั้งหมดทั้งมวลอาจเป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้น แต่คุณค่าของมันนั้นสัมผัสได้จริงครับ…
หากชีวิตเรามี “ป้ายบอกทาง” คอยบอกว่าเราควรไปทางไหนแล้วจะเจออะไร เหมือนเวลาขับรถก็คงดี เราคงไม่ค่อยหลงทาง และคงใช้ชีวิตได้อย่างที่หวังไว้ แต่ความจริงก็รู้ว่ามันไม่มีไง ส่วนตัวผมว่าทุกการตัดสินใจไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนส่งผลต่อชีวิตของเราเสมอครับ แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่ากลัวเกินไปจนไม่กล้าที่จะใช้ชีวิต เพราะเราไม่ได้มีอิคิงามิมาเตือน จึงไม่มีวันรู้ว่าเราจะต้องบ๊ายบายโลกนี้ไปเมื่อไหร่ ตื่นนอนมาบางเช้า บางครั้งที่ผมนึกถึงมังงะเรื่องนี้ ผมจะใช้เวลาอยู่หน้ากระจกก่อนแปรงฟันนานขึ้นอีกหน่อยเพื่อมองดูตัวเองในสภาพเมาขี้ตาเงียบๆ และลองคิดว่าวันนี้ไอ้บ้านี่พอจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้เสียใจน้อยที่สุด หากพรุ่งนี้จะไม่ได้ตื่นมาจ้องตากันแบบนี้อีก…:)
ขอบคุณรูปจากเรื่อง อิคิงามิ สำนักพิมพ์ TKO comics

เรื่องที่เกี่ยวข้อง >>
– 24 ชม.
– ใจบันดาลแรง
– 10 อันดับการ์ตูนขายดีที่ญี่ปุ่นในรอบครึ่งปี 2013
– แรงบันดาลใจ
– การ์ตูนเป็นเรื่องของเด็กๆ
#ป้ายบอกทาง